ข่าววันนี้ Share0 Tweet

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

Shambhala TS
3 กรกฏาคม 2562 - 12:16(แก้ไข)
แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

อีกหนึ่งเรื่องชวนให้สะเทือนใจอยู่ไม่น้อย กับเรื่องราวของคุณแม่ลูกสามรายหนึ่ง ผู้มีแผลเป็นจากเหตุไฟไหม้ที่ส่งผลฉกรรจ์มาจนทุกวันนี้ ทำให้เธอไม่มีงานทำ หาเลี้ยงลูกไม่ได้ วอนเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

ก่อนหน้านี้ เลอนอร์ นิวซ่า คุณแม่วัย 43 ปี ทำงานเป็นคนงานในฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองซัมโบอังกา ประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนจะประสบอุบัติเหตุภายในโกดังเก็บของที่มีน้ำมันวางเรียงราย ในตอนนั้นเธอกำลังถือเทียนไขในมือจนประกายไฟจากเทียนกระเด็นตกใส่น้ำมันและทำให้เกิดเพลิงไหม้ภายในโกดัง เคราะห์ดีที่เธอรอดชีวิตจากเหตุดังกล่าวมาได้ แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ไม่น้อย

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

แต่แทนที่จะรีบไปหาหมอ ครอบครัวของเลอนอร์กลับใช้วิธีรักษาพื้นบ้านเอาแทน เนื่องจากกลัวว่าจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา ทำให้แผลไหม้บนใบหน้าและริมฝีปากของเธอละลายไปติดกับช่วงอกจนขยับไม่ได้ ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลำบากยากเย็น ทั้งขยับตัวลำบาก และไม่สามารถหางานประจำทำได้เนื่องจากอาการบาดเจ็บของเธอทำให้ไม่มีใครอยากจ้างเธอมาทำงาน สุดท้ายจึงต้องเป็นขอทานตามที่ต่างๆ สร้างความเจ็บปวดแก่เลอนอร์ทั้งกายและจิตใจ

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

กระทั่งจัสติน ควิบาน หนุ่มพลเมืองดีไปพบเห็นแม่ลูกคู่นี้เข้า จึงช่วยเหลือด้วยการเลี้ยงมื้ออาหารและน้ำ สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นและนำมาโพสต์ลงโซเชียลมิเดียเพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวเน็ต เพียงชั่วพริบตาเรื่องของเลอนอร์เป็นที่พูดถึงไปอย่างกว้างขวาง หลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงการผ่าตัดแยกปากกับอกที่หลอมรวมกันออกอีกด้วย ทำให้เลอนอร์ปลื้มปิติเป็นอย่างมาก ตอนนี้เธอกำลังรอรับการผ่าตัดที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ เพื่อที่เธอจะได้กลับไปใช้ชีวิตเช่นปกติ และลบคำปรามาสในใจเธอว่า "ฉันไม่อยากให้ลูกโตมาพร้อมกับแม่ที่มีสภาพแบบนี้ไปตลอดชีวิต" ออกไปให้หมดจากใจ...

แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น
แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น
แผลไฟไหม้สุดฉกรรจ์ ทำแม่ลูกสามใช้ชีวิตสุดยากเย็น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: DailyMail

Loading...

ข่าวใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook